[ย้อนกลับ]


พระยาพิชัยดาบหัก ( คนอ่าน 139391 คน) ( คนแสดงความเห็น 158 คน)

  เด็กชายจ้อย เป็นลูกชาวนาเมืองพิชัย (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งอยู่
ในจังหวัดอุตรดิตถ์) เกิดในสมัยปลายรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
จ้อยเป็นคนกล้าหาญ โอบอ้อมอารี และเป็นที่รักใคร่ของเพื่อน ๆ
ในวัยเดียวกัน คุณสมบัติที่เด่นของจ้อยคือต่อยมวยเก่ง เมื่อจ้อยมี
อายุพอสมควรแก่วัยเรียนหนังสือ บิดาของจ้อยได้พาจ้อยไปฝากให้
เรียนหนังสือกับท่านพระครูที่วัดมหาธาตุเมืองพิชัยต่อมาจ้อยเกิดมี
เรื่องวิวาท และถูกกลั่นแกล้งจากเด็กวัดเก่าที่พ่อแม่นำมาฝากให้เรียน
หนังสืออยู่ที่วัดแห่งนี้ แต่จ้อยก็ได้แสดงฝีมือมวยให้พวกเด็กวัดเก่าได้เห็น
และไม่กล้ามารังแกจ้อยอีก จ้อยเป็นเด็กที่มีสติปัญญาดีและมีความขยัน
หมั่นเพียร เมื่อมีเวลาว่างจากการเรียนและการดูแลท่านพระครูแล้วจ้อย
ก็ฝึกซ้อมมวยจนเกิดความชำนาญมากขึ้นเป็นลำดับโดยที่ไม่เคยได้เล่า
เรียนวิชามวยจากครูมวยคนใดมาก่อน


   จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งเจ้าเมืองได้นำบุตรชายชื่อคุณเฉิดมาฝากเรียน
หนังสือกับท่านพระครูที่วัด เด็กวัดเก่าได้พากันประจบลูกชายเจ้าเมืองและ
พยายามจะลบล้างความเก่งกล้าของจ้อย โดยยุยงให้คุณเฉิดกับจ้อยมีเรื่องชก
ต่อยทะเลาะวิวาทกัน ในที่สุดจ้อยต้องหนีออกจากวัดมหาธาตุ มุ่งเดินทางไป
ตายเอาดาบหน้า โดยมีจุดหมายปลายทางคือจะไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของ
ครูมวยที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งคือ “ครูเมฆ” จ้อยเดินทางไปเรื่อย ๆ ตกค่ำก็
ขออาศัยหลับนอนที่วัด ต่อมาจ้อยได้พบกับครูเที่ยงซึ่งเป็นครูมวยได้นำ
นักมวยมาฝึกซ้อมที่วัดที่จ้อยไปพักค้างคืน จึงได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์ และ
โกหกครูเที่ยงว่าตนชื่อ “ทองดี” เพราะเกรงว่าถ้าบอกชื่อจริงแล้วจะถูกจับตัว
กลับไปลงโทษ ทองดีได้ร่ำเรียนวิชามวยจากครูเที่ยงเป็นเวลา 1 ปี จนมี
ความชำนาญ จึงทำให้ศิษย์เก่าของครูเที่ยงเกิดความอิจฉาหาเรื่องกลั่นแกล้ง
จนทองดีทนไม่ไหวต้องใช้กำลังปราบในที่สุดพวกนั้นก็เลิกรังแกไปเอง
ทองดีมีลักษณะพิเศษที่แปลกกว่าชายหนุ่มในสมัยนั้น คือฟันขาว เพราะ
ไม่กินหมาก จึงได้ชื่อว่า “นายทองดีฟันขาว” ทองดีรำคาญที่จะมีเรื่องกับ
ลูกศิษย์ของครูเที่ยงอีก จึงลาครูเที่ยงเพื่อจะไปศึกษาวิชามวยกับครูเมฆ
ที่ท่าเสาตามความตั้งใจเดิม


   บังเอิญมีพระจากวัดบ้านแก่งจะเดินทางไปนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์
และได้ชวนนายทองดีไปเที่ยวงานด้วย นายทองดีได้ดูงิ้วที่มาแสดงที่ศาล
เจ้าใกล้ ๆ กับวัดเกิดชอบใจท่ากายกรรมตีลังกาของงิ้วจึงได้แอบหัดเลียน
แบบจนเกิดความชำนาญ แล้วได้เดินทางต่อไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของครู
เมฆที่ท่าเสาตามที่ได้ตั้งใจไว้แต่แรกนายทองดีฝึกฝนมวยกับครูเมฆจนเก่ง
และเกิดความชำนาญจึงเริ่มชกมวยอาชีพจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปหลายเมือง
ต่อมานายทองดีได้พบกับพระภิกษุจากสวรรคโลกและชวนสวรรคโลกเพื่อ
ไปเรียนฟันดาบนายทองดีก็ได้ติดตามไปด้วย


  เมื่อเรียนวิชาฟันดาบสำเร็จแล้ว นายทองดีได้เดินทางไปเที่ยวที่สุโขทัย
กับพระภิกษุรูปเดิมได้พบกับครูมวยจีน และได้เรียนวิชามวยจีนจนสำเร็จ
ภายในเวลา 1 เดือน นายทองดีอยู่ที่สุโขทัยมีคนรักใคร่มาก ต่อมามีเด็กกำพร้า
ชื่อบุญเกิดมาอยู่ด้วยเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ต่อมาบังเอิญมีพ่อค้า
ชาวจีนจากเมืองตากมาสุโขทัย แต่ยังหาเพื่อนเดินทางกลับไม่ได้ จึงชวนให้
นายทองดีเป็นเพื่อนเดินทางไปที่เมืองตากด้วย ระหว่างการเดินทางนาย
ทองดีได้แสดงความกล้าหาญต่อสู้กับเสือเพื่อช่วยชีวิตเด็กบุญเกิดศิษย์ของ
ตนไว้


  ที่เมืองตากนายทองดีได้รู้จักกับพระยาตากในงานรื่นเริงเนื่องในพิธีถือ
น้ำพิพัฒน์สัตยา พระยาตากพอใจในการใช้ท่าต่อสู้ที่พลิกแพลงด้วยไหวพริบ
ของนายทองดี จนสามารถเอาชนะครูมวยที่ชื่อห้าวได้ พระยาตากสนับสนุนให้
นายทองดีเข้ารับราชการจนได้บรรดาศักดิ์เป็นหลวงพิชัยอาสา ต่อมาในปี
พ.ศ.2301 เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นหลวงพิชัยอาสามีโอกาสติดตามพระยาตากไป
ทำสงครามด้วยความกล้าหาญ จนเมื่อพระยาตากขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์
จึงโปรดเกล้าฯเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้เป็น

  พระยาสีหราชเดโชและพระยาพิชัยตามลำดับและทรงมอบหน้าที่ ให้คุมทหาร
9,000 คน มารักษาการเมืองพิชัยและมอบอำนาจให้ประหารชีวิตคนได้ และ
แต่งตั้งให้เด็กบุญเกิดเป็นหมื่นหาญณรงค์ เมื่อไปอยู่เมืองพิชัย พระยาพิชัย
ได้แสดงความกตัญญูโดยอุปการะเลี้ยงดูมารดาตนเป็นอย่างดี และนำข้าวของ
เงินทองไปตอบแทนพระคุณครูมวยทั้ง 2 คน พร้อมทั้งแต่งตั้งให้เป็นกำนัน


  ในปีนั้นพม่าได้ยกทัพมาตีเมืองสำคัญทางภาคเหนือตามความคาดหมายของ
พระเจ้ากรุงธนบุรี พระยาพิชัยและหมื่นหาญณรงค์ เข้าต่อสู้ศึกด้วยความสามารถ
และหมื่นหาญณรงค์ต้องถูกฟันเสียชีวิตเนื่องจากเอาตัวเข้าป้องกันพระยาพิชัยไว้
พระยาพิชัยตกใจและโกรธพม่ามากจึงได้ใช้ดาบไล่ฆ่าฟันพม่าจนดาบหัก แต่ก็ยัง
คงใช้ทั้งดาบดีและดาบที่หักรุกไล่ฆ่าฟันพม่าจนแตกพ่ายไป


  ตั้งแต่นั้นมาพงศาวดารก็เรียกท่านว่า “พระยาพิชัยดาบหัก” ภายหลังเมื่อพระเจ้า
กรุงธนบุรีเสด็จสวรรคตแล้ว พระยาพิชัยก็ได้กราบบังคมทูลลาออกจากราชการ
แต่บุตรหลานของท่านยังคงรับราชการในราชวงศ์จักรีสืบมาด้วยความจงรักภักดี


จนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ผู้ที่สืบเชื้อสายของท่านก็ได้รับ พระราชทานนามสกุลว่า “วิชัยขัทคะ”




แสดงความเห็นเพิ่มเติม           อ่านความคิดเห็นอื่น ๆ