[ย้อนกลับ]


การดูแลความโกรธ ( คนอ่าน 7017 คน) ( คนแสดงความเห็น 48 คน)

ขณะที่เรากำลังโกรธ มีสามสิ่งเกิดขึ้น คือ
              1 เรากำลังไม่พอใจ เพราะความต้องการบางอย่างของเราไม่ได้รับการตอบสนอง
              2 เรากำลังโทษใครบางคนหรืออะไรบางอย่างว่าทำให้เราไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการ
              3 เรากำลังจะพูดหรือทำอะไรบางอย่าง ที่เกือบจะแน่นอนว่าถ้าทำไปแล้วเราจะไม่ได้สิ่งที่เราต้องการหรือไม่ก็ต้องมาเสียใจภายหลัง
             
              เมื่อเรากำลังโกรธ เรามักพุ่งความสนใจเกือบทั้งหมดไปในที่สิ่งที่เราไม่ต้องการ เรามักคิดแต่ว่าคนอื่นทำผิดอย่างไรบ้าง เราลืมไปเสียสนิทว่า จริงๆ แล้วเราต้องการอะไร ขั้นตอน 10 ข้อต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณเปลี่ยนพฤติกรรมเช่นที่ว่า และช่วยให้คุณหันกลับมาเห็นคุณประโยชน์ของความโกรธ คุณจะค้นพบว่า ความโกรธนี้มาจากไหน และเรียนรู้การแสดงความโกรธออกมา ในวิถีทางที่จะทำให้ทั้งความต้องการของคุณและผู้อื่นได้รับการตอบสนอง คุณสามารถใช้ขั้นตอนเหล่านี้ในการปรับความสนใจขณะตกอยู่ในความโกรธและความขัดแย้ง พร้อมทั้งเรียนรู้ที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจสำหรับทุกฝ่าย
             
              ขั้นที่ 1 คิดว่าความโกรธเป็นเหมือนสัญญาณเตือน

              ความโกรธก็เป็นเหมือนไฟเตือนบนหน้าปัดรถ เมื่อคุณเห็นสัญญาณเตือน คุณจะรีบใส่ใจดูว่ามีอะไรผิดปกติในรถ แล้วรีบแก้ไข เมื่อแก้ไขแล้ว คุณก็จะสามารถขับรถไปสู่จุดหมายปลายทางด้วยดี อย่างไรก็ตาม การรับมือกับความโกรธนั้นไม่ใช่เป็นแค่การพยายามดับสัญญาณเตือน ความโกรธสามารถเป็นเสียงปลุกให้เราตื่นขึ้นมาใส่ใจกับความต้องการและคุณค่าต่าง ๆ ในชีวิต ความรู้สึกและสัมผัสของร่างกายคุณ เปรียบได้ดั่งสัญญาณเตือนและเข็มวัดต่าง ๆ บนหน้าปัดรถ มันจะช่วยให้คุณรู้ว่าความต้องการใดของคุณได้รับการตอบสนอง หรือความต้องการใดไม่ได้รับการตอบสนองบ้าง
              ดังนั้น เมื่ออารมณ์ความรู้สึกของคุณกำลังคุกรุ่น หรือความรุนแรงภายในกำลังปรากฏตัวขึ้น สิ่งที่จะช่วยให้ชีวิตคุณและผู้อื่นเป็นสุขมากขึ้นก็คือ มุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่คุณต้องการ และละวางความคิดว่าอีกฝ่าย "ผิด" หรือ คิดว่าเธอคนนั้นเป็น "ศัตรู" ของเรา ตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะดูแลความต้องการของเรา และมุ่งหาวิธีแก้ไขปัญหาที่ทำให้ความต้องการของทุก ๆ ฝ่ายได้รับการตอบสนอง
             
              ขั้นที่ 2 ดูให้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น
             
              คุณเคยถามใครสักคนดูไหมว่าเขาโกรธเรื่องอะไร ส่วนใหญ่แล้ว คำตอบที่เขาให้กลับมาจะเป็นการต่อว่าว่าคนนั้นคนนี้ทำอะไรผิดบ้าง เช่น มีผู้บริหารคนหนึ่งกล่าวว่า "เขาทำงานไม่รู้เรื่องเลย นำเสนองานได้แย่มาก ไม่เคารพคนในที่ประชุมเอาเสียเลย" คำพูดเช่นนี้ไม่ได้บอกเลยว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ในขั้นนี้ คุณจะทำตัวเหมือนนักสืบ สิ่งที่คุณกำลังสืบคือ เกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ลองดูว่าประโยคต่อไปนี้ให้ข้อมูลต่างกับประโยคข้างต้นอย่างไรบ้าง "เขามาช้ากว่าเวลาประชุม 20 นาที แล้วแจกเอกสารที่มีรอยกาแฟหกใส่"
              ในขั้นนี้คุณพยายามดูให้ชัดว่า สิ่งที่ทำให้คุณเกิดปฏิกิริยาต่อต้านนั้นคืออะไร เมื่อคุณอธิบายได้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น คุณจะสามารถเห็นความต้องการของคุณชัดขึ้นด้วย อีกฝ่ายจะมีท่าทีต่อต้านน้อยลงด้วย เพราะเขาจะเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพูด ดังนั้น ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ขอให้คุณสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นให้ชัดและอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น
              ถ้ามีคนคนหนึ่งกำลังโกรธ เขาอาจจะพูดว่า "เธอดูถูกฉัน" "เธอมันจอมบงการ" หรือ "เธอพยายามควบคุมฉันตลอดเวลา" ประโยคเช่นนี้สื่อนัยว่าอีกฝ่ายกำลังทำผิด แต่ไม่ได้สื่อให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือ ให้คิดว่าคุณเป็นกล้องวีดีโอจับภาพสิ่งที่เกิดขึ้นเอาไว้ คุณจะสามารถอธิบายสถานการณ์ได้อย่างชัดเจนขึ้น เช่น "ฉันได้ยินคุณพูดว่า ฉันเป็นตัวขี้เกียจ" "คุณพูดว่าคุณจะไม่ออกไปงานกับฉัน ถ้าฉันไม่ใส่ชุดสีแดง" "คุณพูดว่าฉันชอบแต่งตัวเชย ๆ"
              เมื่อคุณสามารถอธิบายได้อย่างตรงไปตรงมาว่าคุณมีปฏิกิริยากับอะไร โดยไม่ใส่การตีความหรือตัดสินลงไป คนอื่นที่ฟังคำพูดคุณ มักจะไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านกลับมา
             
              ขั้นที่ 3 รับผิดชอบต่อความรู้สึกของเราเอง
             
              ความโกรธยังเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า คุณมีความคิดในเชิงตัดสินหรือกล่าวโทษ และยังบอกด้วยว่าขณะนั้นความต้องการที่สำคัญบางอย่างของคุณถูกละเลยไป ใช้ความโกรธของคุณเป็นสัญญาณเตือนให้คุณหยุดและหันกลับมาหาว่าความต้องการใดถูกละเลยไป
              เมื่อหน้าปัดบนรถคุณเตือนว่าความร้อนในรถขึ้นสูง นั่นแสดงว่า เครื่องยนต์ของรถคุณต้องการความเย็น ถ้าไฟเตือนแบตเตอรี่รถดับลง แสดงว่าไฟในแบตเตอรี่มีเพียงพอแล้ว ความรู้สึกทางจิตใจและทางกายก็เป็นเช่นเดียวกับสัญญาณเตือนของรถยนต์ มันเป็นสัญญาณที่สำคัญและเที่ยงตรง มันบอกคุณได้ว่าตอนนี้สภาวะของคุณเป็นอย่างไรบ้าง ความรู้สึกเหล่านี้มีความชัดเจนและรวดเร็ว ในแต่ละขณะ มันจะบอกคุณว่าความต้องการอะไรของคุณได้รับการตอบสนอง หรือไม่ได้รับการตอบสนอง
              โปรดระลึกไว้ว่า การกระทำของคนอื่นไม่สามารถทำให้คุณเกิดความรู้สึกต่าง ๆ ได้ ความรู้สึกเป็นสัญญาณเตือนของตัวคุณเอง มันเป็นผลมาจากความต้องการที่ได้รับการตอบสนองหรือไม่ได้รับการตอบสนอง ความโกรธเป็นผลมาจากการพุ่งความสนใจไปที่การกระทำของผู้อื่น การตัดสินว่าเขาควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร หรือตัดสินว่าเขาผิด เขาเป็นคนไม่ดี เมื่อคุณเปลี่ยนจุดสนใจมาที่การค้นหาว่าความต้องการใดของคุณไม่ได้รับการตอบสนองในสถานการณ์นั้น ๆ ความรู้สึกของคุณก็จะเปลี่ยนไปด้วย เช่น เมื่อคุณพบว่า คุณไม่ได้รับการปฏิบัติที่ทำให้ความต้องการความเคารพของคุณได้รับการตอบสนอง คุณอาจรู้สึกเจ็บ กลัว หรือผิดหวัง แต่ถ้าคุณไม่ตัดสินอีกฝ่ายว่าเขาควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร คุณจะไม่รู้สึกโกรธ
              เมื่อความรู้สึกของคุณทำหน้าที่ของมันแล้ว ซึ่งนั่นก็คือเมื่อคุณสามารถกลับมาใส่ใจกับความต้องการและคุณค่าต่าง ๆ เมื่อนั้นความโกรธก็จะสลายไป การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ไม่เหมือนการเก็บกดความโกรธ และไม่ใช่การพยายามทำความโกรธให้เย็นลง เมื่อคุณรู้ว่าคุณต้องการอะไรจริง ๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอาจจะเด่นชัดขึ้นมาและอาจมีความเจ็บปวดมาก แต่มันจะต่างจากความโกรธ
             
              ขั้นที่ 4 รู้เท่าทันความคิด และกระจ่างชัดกับความต้องการ
             
              ในวัฒนธรรมของเรา เรามักถูกสอนให้ละเลยความต้องการของตัวเอง และลดละความจำเป็นต่าง ๆ ในชีวิต ถ้าเราพูดแสดงความต้องการลึก ๆ ออกมา บางทีเราจะถูกมองว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่จริง ๆ แล้วทุกคนต่างก็มีความต้องการอยู่ตลอดเวลา มนุษย์ทุกคนต้องการความเคารพ ทุกคนต้องการการเอาใจใส่ ความสมานฉันท์ ต้องการเป็นตัวของตัวเอง และต้องการความรัก นี่เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ คนที่ไม่มีความต้องการอะไรเลยคือคนที่ตายแล้ว
              เวลาที่คุณโกรธ บ่อย ๆ ครั้งคุณมีความคิดโทษคนอื่น ในความคิดโทษคนอื่นจะมีอารมณ์ความรู้สึกแฝงอยู่ ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นจากความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนอง เมื่อคุณรู้เท่าทันความคิดโทษคนอื่น คุณจะสามารถเริ่มสำรวจความรู้สึกข้างใน และดูว่าความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะความต้องการใดไม่ได้รับการตอบสนองบ้าง
              เช่น ถ้าความคิดโทษคนอื่นของคุณคือ "เธอชอบดูถูกฉันเหลือเกิน" ความรู้สึกทางกายและใจของคุณจะเป็นเช่นไร คุณอาจจะรู้สึกเกร็ง กลัว เสียใจ กังวล หรือสับสน การให้ชื่อความรู้สึกอาจไม่ใช่งานง่าย ๆ สังคมมักหล่อหลอมให้เรานำการตัดสินมาปะปนกับความรู้สึก ซึ่งก่อให้เกิดความคิดโทษคนอื่นตามมา การแยกแยะความรู้สึกออกจากการตัดสินผู้อื่น เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้คุณเห็นความต้องการของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น และก้าวไปสู่การทำให้ความต้องการนั้นได้รับการตอบสนอง คุณสามารถใช้รายการความรู้สึก
             
              ขั้นที่ 5 ค้นหาความต้องการ
             
              "เดี๋ยวก่อน นี่มันสัญญาณเตือนเรื่องความน่าเชื่อถือนี่นา" ผู้บริหารฉุกคิดขึ้นมาได้ หลังจากที่ตอนแรกเขาคิดว่าลูกน้องเขาทำลายการนำเสนองานเสียย่อยยับ เขาคิดว่าความโกรธของเขาเป็นเพียงสัญญาณเตือน เมื่อเขามองลึกลงไปภายใต้ความโกรธ แปลคำตัดสินของเขาเป็นความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนอง เขาก็พบว่า เขาให้คุณค่ากับความน่าเชื่อถือ และความน่าไว้วางใจสูงมาก การหันกลับมาใส่ใจความต้องการเช่นนี้ ทำให้ความคิดของผู้บริหารเปลี่ยนไป ความโกรธคลายลง เปลี่ยนเป็นความกังวล และความผิดหวังอย่างแรง
              แม้แต่คำต่อว่าแรง ๆ เช่น "พวกโรคจิต" ก็เป็นเพียงฉากหน้าของความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนอง ถ้าคน ๆ หนึ่งเรียกอีกคนว่าพวกโรคจิต ความต้องการจริง ๆ อาจจะเป็นการอยากจะคาดคะเนอะไรได้ ความวางใจ หรือ ความปลอดภัย แต่ที่แน่นอนก็คือ การเรียกใครสักคนว่าพวกโรคจิต ไม่สามารถสื่อสารความต้องการจริง ๆ ออกมาได้ และสุดท้ายความต้องการนั้นก็ไม่ได้รับการตอบสนองดังเดิม
              ความงดงามของความเข้าใจว่า ความรู้สึกของเราเป็นสัญญาณเตือนก็คือ คุณจะพบว่าความต้องการของคุณคืออะไร คุณจะกลับมาอยู่ในสถานะที่เปี่ยมด้วยพลัง มีโอกาสที่จะทำให้ความต้องการของคุณได้รับการตอบสนองได้
              เมื่อคุณค้นหาความต้องการของคุณพบแล้ว ลองใช้เวลาสังเกตดูว่า ความต้องการนั้นสำคัญสำหรับคุณอย่างไรบ้าง คุณต้องการมันมากน้อยอย่างไร และเมื่อความต้องการนี้ได้รับการตอบสนอง ชีวิตคุณจะรู้สึกเต็มเปี่ยมมากขึ้นหรือไม่
              การฝึกการสื่อสารอย่างสันติช่วยให้เราปรับวิธีการฟังและสื่อสารกับผู้อื่น การสื่อสารเช่นนี้ เรามุ่งความสนใจไปที่ 4 ประเด็น

    1 เราสังเกตเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น
    2 เรารู้สึกอย่างไร
    3 เรามีความต้องการอย่างไร
    4 เราจะขอร้องอะไรอีกฝ่ายเพื่อทำให้ชีวิตเราเต็มเปี่ยมยิ่งขึ้น


              ในที่นี้ คำว่าความต้องการหมายถึง ความต้องการพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ที่เราทุกคนมี ตอนท้ายของหนังสือจะมีรายการความต้องการต่าง ๆ ที่การสื่อสารอย่างสันตินิยามว่าเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
              เมื่อเราเริ่มใส่ใจกับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานเหล่านี้ เราจะเริ่มสัมผัสถึงสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีเหมือนกัน ซึ่งจะช่วยให้เราฟังผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง ทั้งมีความเคารพและเข้าอกเข้าใจผู้อื่น สิ่งเหล่านี้จะเอื้อให้ทั้งเราและอีกฝ่ายเกื้อกูลกันและกันอย่างใจจริง และฟูมฟักความกรุณาขึ้นมาในใจ

 

ในขั้นตอนต่าง ๆ ที่ผ่านมา คุณทำความเข้าใจกับตัวเอง ในขั้นที่ 2 คุณกลับไปดูให้ชัดว่าอีกฝ่ายทำอะไร ขั้นที่ 3 คุณรับผิดชอบต่อความรู้สึกของคุณเอง ขั้นที่ 4 คุณรับผิดชอบต่อความคิดของตนเองและเริ่มมองความรู้สึกและความต้องการอย่างลึกซึ้ง คุณเลือกที่จะใช้ความคิดของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ รู้แน่ชัดว่าคุณให้คุณค่ากับสิ่งใด ในขั้นที่ 5 คุณสัมผัสกับความเต็มเปี่ยมของชีวิตมากขึ้น เพราะคุณรู้ว่าคุณมีความต้องการอะไร


ในขั้นต่อ ๆ ไป คุณจะดูว่าใครจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้ความต้องการของทุกคนได้รับการตอบสนอง ในขั้นที่ 6 คุณจะเริ่มคิดถึงการกระทำที่จะทำให้บรรลุถึงความต้องการนั้น



ขั้นที่ 6 หาสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำว่า "ไม่"

เมื่อเรากำลังโกรธ เรามักคิดแต่ว่าอีกฝ่ายไม่ควรทำพฤติกรรมเช่นนั้นเช่นนี้ ลองเปรียบเทียบดูกับเวลาที่คุณอยากให้ความร้อนของรถคุณลดลง ถ้าคุณแค่อยากโดยไม่หาวิธีแก้ไข ความร้อนก็ไม่มีทางลดลงได้ คุณต้องหาจุดที่เสียแล้วรีบซ่อม


ผู้บริหารในตัวอย่างที่กล่าวมาแล้ว อาจจะรู้แล้วว่า เขาต้องการความไว้ใจและความน่าเชื่อถือ เวลาที่นำเสนองาน เขาต้องการให้เริ่มต้นการนำเสนองานอย่างตรงเวลาและมีเอกสารที่สามารถใช้ได้ดี ถ้าเขาพูดอย่างคนทั่ว ๆ ไป เขาก็อาจจะบอกลูกน้องคนนั้นว่า "อย่ามาสาย แล้วก็อย่าเอาเอกสารที่มีกาแฟหกใส่มาแจก" แต่ปัญหาก็คือ ลูกน้องคนนั้นอาจไม่มาเลย หรือ มาแต่ไม่เอาเอกสารมาแจกเลย


ถ้าผู้บริหารคนนี้ใช้คำขอร้องในแง่บวก ความต้องการของเขาจะมีโอกาสได้รับการตอบสนองมากกว่า คำขอในแง่บวกนี้จะบอกชัดเจนว่าการกระทำใดที่ทำให้ความต้องการของเขาได้รับการตอบสนอง เช่น "คุณจะช่วยโทรหาผม 30 นาทีก่อนการประชุมได้ไหม ผมจะได้รู้ว่าคุณจะมาทันเวลาหรือไม่ แล้วช่วยใส่เอกสารในซองกันน้ำทันทีที่ได้มาด้วยได้ไหม" มุ่งความสนใจไปในสิ่งที่คุณต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่คุณไม่ต้องการ


ขั้นที่ 7 คิดหาคำขอร้องที่ชัดเจน

        คุณได้เห็นแล้วว่าเมื่อคนกำลังโกรธ เขามักคิดว่าคนอื่นทำให้เขาโกรธ ตอนนี้คุณคงเห็นได้ว่า คุณมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงความเข้าใจผิดนี้ ไม่ว่าใครก็ตามสามารถนำพลังนี้มาทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น ในขั้นนี้เราจะเรียนรู้วิธีการขอร้องสิ่งที่ทำได้จริง ในปัจจุบัน


"ผมขอให้คุณทำตัวให้น่าเชื่อถือมากขึ้น" คำขอร้องเช่นนี้ไม่ชัดเจนและไม่สามารถปฏิบัติได้จริง เราจะลองมาคิดหาคำขอร้องที่อีกฝ่ายสามารถปฏิบัติได้ทันที และเป็นการกระทำที่จะตอบสนองความต้องการของคุณได้ ลองถามตัวเองดูว่า ตอนนี้อีกฝ่ายจะทำหรือพูดอะไร ที่จะเป็นการเคารพต่อความต้องการของคุณ


เช่น พนักงานคนหนึ่งไม่ได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นเวลาหลายปี เธอรู้ดีว่าความต้องการด้านการเป็นที่ยอมรับและความเคารพของเธอไม่ได้รับการตอบสนอง เธอรู้ชัดว่าควรจะพูดให้เจ้านายเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น เธอมีความรู้สึกอย่างไรและมีความต้องการอย่างไร ตอนนี้เธอกำลังคิดว่าจะขอร้องอย่างไรให้มีความชัดเจนและเป็นบวก เธอคิดว่าประโยคขอร้องต่อไปนี้ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี "หัวหน้าจะช่วยพิจารณาสองโครงการที่ดิฉันทำสำเร็จในปีนี้ และเป็นโครงการที่หัวหน้าเห็นว่าช่วยพัฒนาสถานะด้านการตลาดของบริษัทได้ไหมคะ"


แต่เธอฉุกคิดได้ว่า คำขอร้องเช่นนี้เป็นการขอร้องเรื่องที่จะทำในอนาคต เพื่อเป็นการสื่อสารกับหัวหน้าในปัจจุบันเธอต้องการเปลี่ยนคำขอร้องนี้เป็นสิ่งที่หัวหน้าทำได้ทันที เธอถามตัวเองว่าแล้วหัวหน้าจะทำอะไรได้บ้างในทันที


เธอคิดแล้วเห็นว่ามี 2 คำขอร้องที่หัวหน้าสามารถตอบได้ทันที คำขอแรกขึ้นต้นด้วย "หัวหน้าจะช่วยตกลงว่า...." คำขอนี้สร้างข้อตกลงทันทีว่าหัวหน้าจะทำอะไรบ้างในอนาคต ผู้ที่ถูกขอสามารถให้คำตอบได้ในทันที เธอยังขออีกว่า ".....ภายในอาทิตย์หน้าได้ไหมคะ" คำขอนี้สร้างความกระจ่างว่าเวลาที่ตกลงกันนั้นคือเมื่อไร ประโยครวมของคำขอนี้คือ "หัวหน้าจะช่วยตกลงได้ไหมคะว่า ภายในอาทิตย์หน้าจะพิจารณาโครงการสัก 2 โครงการที่ดิฉันทำสำเร็จในปีนี้และหัวหน้าเห็นว่าเป็นโครงการที่ช่วยพัฒนาสถานะด้านการตลาดของบริษัทได้มาก"



ขั้นที่ 8 ให้ชื่อความรู้สึกและความต้องการของอีกฝ่าย
        ทุก ๆ สถานการณ์มี 2 ด้าน เหมือนเหรียญที่มี 2 หน้า ถ้าคุณต้องการให้ความต้องการของคุณได้รับการตอบสนอง สำคัญมากที่ความต้องการของอีกฝ่ายจะได้รับการตอบสนองด้วยเช่นกัน ขั้นที่ 8 นี้เป็นการทำความเข้าใจว่า ความต้องการของคุณจะไม่ได้รับการตอบสนองอย่างแท้จริง ถ้าคนอื่นต้องเสียสละความต้องการของเขาเพื่อคุณ มันเหมือนกับการส่องสว่างความรู้เท่าทันไปที่ความรู้สึก ความต้องการและคำขอร้องของคุณ แล้วก็ส่องสว่างไปที่คนอื่น ๆ ในชีวิตคุณเช่นกัน


เราสามารถใช้ขั้นที่ 2 ถึง 7 ในใจเพื่อคาดคะเนความรู้สึก ความต้องการของอีกฝ่ายได้ด้วย ข้อสำคัญคือ เราคาดคะเนโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกต้องหรือไม่ แค่เพียงพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อจะเข้าใจความต้องการและความปรารถนาที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของอีกฝ่าย


โปรดระลึกไว้ว่า จนถึงขั้นนี้คุณยังไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย ทุกขั้นที่ผ่านมาเป็นการไตร่ตรองอยู่ภายใน


ลองคาดคะเนความรู้สึกของอีกฝ่าย แปลความคิด เช่น "เขาเป็นจอมบงการ" ดูสิว่าเบื้องหลังการบงการนั้นเขาต้องการอะไร เขาอาจจะต้องการความงดงามและระเบียบในการใช้ชีวิต (เขาจึงบอกให้คุณหยิบถุงเท้าที่ใส่แล้วบนพื้นไปเก็บที่เสีย) หรือถ้าแฟนของคุณบ่นว่าคุณใช้เวลากับเพื่อนมากเกินไป เขาอาจต้องการการเอาใจใส่ การดูแล หรือความรัก ถึงตอนนี้แม้คุณจะยังไม่ได้พูดกับอีกฝ่าย แต่ความคิดที่มีต่อเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว แทนที่จะมองเป็นเขาเป็นศัตรู คุณมองเขาอย่างอ่อนโยนด้วยความกรุณา เห็นว่าเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความต้องการ และต้องการทำให้ชีวิตเป็นสุขมากขึ้นด้วยการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

ขั้นที่ 9 ใครจะพูดก่อน
      มองให้กว้าง และคิดว่าในที่สุดความต้องการของทุก ๆ คนจะได้รับการตอบสนอง และได้รับการเคารพ จะไม่มีใครได้เปรียบอีกฝ่าย กระบวนการนี้จะจบลงที่ทุก ๆ คนได้รับการรับฟัง ความเข้าใจ และพอใจด้วยกันทุกฝ่าย กระบวนการจะยังไม่เสร็จสิ้น ถ้ามีคนเพียงคนเดียวที่ได้รับการรับฟังและความเข้าใจ


อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ มีเพียงคน ๆ เดียวที่จะได้รับการรับฟัง ดังนั้นลองถามตัวคุณดูหลาย ๆ คำถามว่า ใครจะเป็นคนพูดก่อนและใครจะเป็นคนฟังก่อน คุณอยากพูดแสดงความรู้สึก ความต้องการ แล้วเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายรับฟังก่อน หรือคุณอยากแสดงความเข้าใจโดยรับฟังอีกฝ่ายก่อน ลองดูว่าใครเป็นทุกข์มากกว่า ใครมีความกระจ่างชัดมากกว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนที่มีความชัดเจนมากกว่าเป็นฝ่ายตั้งใจฟังความรู้สึก ความต้องการของฝ่ายที่เป็นทุกข์มากกว่า เมื่อได้รับการรับฟังแล้ว คนที่เป็นทุกข์มักจะรู้สึกสบายใจและมีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้พร้อมที่จะรับฟังความต้องการของคุณ


ไม่ว่าจะฟังก่อนหรือหลัง คุณจะเป็นฝ่ายที่ฉายความรู้เท่าทันในระหว่างการสนทนา คุณจะเป็นคนที่ใส่ใจว่าความรู้สึก ความต้องการ และคุณค่าคืออะไร และดูว่าจะระบุความต้องการของใครก่อน ถ้าคุณเป็นฝ่ายพูดก่อน คุณจะบอกให้อีกฝ่ายทราบถึงความรู้สึก ความต้องการ และคำขอร้องที่คุณไตร่ตรองมาก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าคุณเลือกที่จะรับฟังก่อน คุณจะเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายพูดถึงความรู้สึก ความต้องการ และคำขอร้อง ซึ่งคุณได้คาดคะเนไว้ล่วงหน้าในขั้นที่ผ่านมา


ขั้นที่ 10 เริ่มต้นการสนทนา
        ถามตัวเองด้วยคำถามต่อไปนี้ก่อนเริ่มการสนทนากับอีกฝ่าย คุณเห็นชัดหรือยังว่าคุณมีปฏิกิริยาต่อต้านกับอะไร คุณรู้ถึงความรู้สึกและความต้องการของคุณแล้วหรือยัง คุณคาดคะเนได้หรือยังว่าอีกฝ่ายมีความรู้สึก ความต้องการ และคุณค่าอะไร คุณรู้ไหมว่าคุณต้องการให้เกิดผลอะไรในขั้นต่อไป เอาล่ะ ตอนนี้ถึงเวลาที่คุณจะเริ่มสนทนาได้แล้ว ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำบางประการว่าจะพูดอะไรและไม่พูดอะไรดี


ข้อแรกคือ ไม่พูดสิ่งที่อยู่ในข้อ 3 เพราะสิ่งที่อยู่ในข้อ 3 นั้นเป็นความคิดเชิงกล่าวโทษ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความโกรธขึ้นตั้งแต่ตอนแรก ขอให้ใช้ขั้นที่ 2 และอธิบายสิ่งที่สังเกตเห็นให้ชัด "ฉันกำลังคิดถึงเรื่องที่คุณไปค้างบ้านเพื่อนอาทิตย์ละ 3 วัน" แล้วใช้ขั้นที่ 4 เพื่อบอกว่าคุณรู้สึกอย่างไร ขอให้ความรู้สึกนั้นเป็นความรู้สึกที่ออกจากใจ หรือความรู้สึกทางกาย เช่น "ฉันรู้สึกเหงาและเสียใจ" โปรดระวังเวลาที่คุณเริ่มต้นประโยคว่า "ฉันรู้สึกว่า..." หรือ "ฉันรู้สึกว่าคุณ..." เตือนตัวเองว่าถ้าเริ่มประโยคเช่นนี้ สิ่งที่ตามมามักจะเป็นการกล่าวโทษหรือความคิด ซึ่งมักจะไม่ทำให้คุณได้รับสิ่งที่คุณต้องการ โปรดระลึกไว้ว่า เราจะพูดแสดงความรู้สึกทางกายหรือใจ ไม่ใช่คิดวิเคราะห์หรือกล่าวโทษ


เมื่อคุณให้ชื่อความรู้สึกที่มาแทนที่ความโกรธ และเป็นความรู้สึกที่เชื่อมโยงกับความต้องการของคุณได้แล้ว ขอให้คุณพูดความต้องการของคุณออกมา ("ฉันรู้ว่าฉันต้องการมีคนอยู่เป็นเพื่อนมากกว่านี้") แล้วจึงขอร้องสิ่งที่จะเอื้อให้เกิดการตอบสนอง อันจะช่วยให้ชีวิตคุณเต็มเปี่ยมยิ่งขึ้น ระลึกไว้ว่าขอในสิ่งที่อีกฝ่ายจะสามารถทำได้ทันที ("คุณจะรับปากว่า จะใช้เวลาคืนวันอังคารกับวันเสาร์กับฉันได้ไหม")


อีกฝ่ายอาจจะต้องการให้เราเข้าใจความต้องการของเขาเช่นกัน แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เขายังไม่ผ่านกระบวนการภายในมาเช่นคุณ เขาอาจก้าวข้ามไปขั้นที่ 3 ทันที เช่น อาจพูดว่า "คุณมันเห็นแก่ตัวทุกที คิดถึงแต่ตัวเอง" เขาอาจพูดแต่คำกล่าวโทษ ที่คุณพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูด ขอให้คิดว่าไม่เป็นไรคุณรับได้อยู่แล้ว ขอให้เลือกที่จะฟังทุกอย่างที่เขาพูดอย่างเข้าใจ ใส่ใจกับความรู้สึกและความต้องการของเขา คาดคะเนดูว่าเขาอยากให้คุณทำอะไร "คุณรู้สึกกังวลใจ (ความรู้สึก) อยากได้ความเห็นใจในความต้องการของคุณ (ความต้องการ) แล้วอยากรู้ว่าฉันจะตกลงทำตามความต้องการนั้น (การกระทำ) ได้รึเปล่า"


การบอกอีกฝ่ายว่าคุณรับรู้ถึงความต้องการของเขาต่างจากการตอบตกลงที่จะทำตามเขา การรับฟังความต้องการของอีกฝ่ายทำให้คุณเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของเขาจริง ๆ คุณจะแปลกใจว่า เขาจะไว้ใจคุณเร็วเพียงใด นี่เป็นเพราะเขาจะรู้สึกว่าความต้องการของเขาสำคัญสำหรับคุณ ผลก็คือเขาอาจเปิดใจมาดูความต้องการของคุณได้มากขึ้น เขายังจะสามารถเปิดรับกับวิธีการต่าง ๆ ที่จะทำให้ความต้องการของเขาบรรลุผลได้มากขึ้น




มาทบทวนกันหน่อย

     ในขั้นที่ 1-3 คุณเรียนรู้วิธีใหม่ ๆ เพื่อให้คุณเข้าใจและกลับมามองความโกรธได้

          ในขั้นที่ 1 คุณเรียนรู้ว่า ความโกรธเป็นสัญญาณเตือนอันมีค่า มันช่วยสะกิดให้คุณหยุดและหันกลับมามองดูว่าความรู้สึกและความต้องการของคุณคืออะไร และยังช่วยให้คุณเริ่มที่จะมองว่าอะไรทำให้ชีวิตคุณเต็มเปี่ยมยิ่งขึ้น

          ขั้นที่ 2 คุณเรียนรู้ที่จะดูให้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ โดยปราศจากการตัดสินกล่าวโทษ

         ขั้นที่  3  คุณรู้ว่าความรู้สึกของคุณเกิดขึ้นเนื่องมาจากความต้องการของคุณได้รับหรือไม่ได้รับการตอบสนอง ความรู้สึกของคุณไม่ได้เกิดจากการกระทำของผู้อื่นแต่อย่างใด

         ในขั้นที่  4  คุณรับผิดชอบความคิดของคุณเอง  และหันจุดสนใจมาที่ความรู้สึกและความต้องการของคุณ

        ขั้นที่  5  คุณรู้สึกได้ว่าชีวิตเต็มเปี่ยมมากขึ้น  เพราะคุณสัมผัสกับความต้องการของตัวเอง และตระหนักว่า  คุณสามารถทำอะไรในแง่บวกที่จะส่งผลให้ความต้องการของคุณได้รับการตอบสนองได้

         ขั้นที่ 6 และ 7 คุณเริ่มจินตนาการถึงการกระทำในแง่บวก ซึ่งเอื้อให้ความต้องการของคุณได้รับการตอบสนองได้ทันที

         ขั้นที่ 8 คุณหันมาใส่ใจกับคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง คุณพยายามเข้าใจ ความรู้สึกและความต้องการของเขา และดูว่ามีการกระทำอะไรที่จะเอื้อให้ความต้องการของเขาได้รับการตอบสนองบ้าง

         ขั้นที่ 9 คุณเลือกว่าใครจะเป็นผู้เริ่มพูดก่อน ระลึกไว้ว่า คุณสามารถสนทนาต่อไปได้เรื่อยๆ จนความต้องการของทุกคนได้รับการตอบสนอง ด้วยการกระทำที่ทุกคนเต็มใจที่จะทำ

           ขั้นที่ 10 ขั้นสุดท้าย คุณเริ่มลงมือปฏิบัติ เริ่มสนทนาอย่างสร้างสรรค์ ผลัดกันพูดแสดงความรู้สึกและรับฟังความรู้สึกของอีกฝ่าย คุณจับความรู้สึกดูว่าคุณรู้สึกเช่นไร ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนความต้องการของทุกคนได้รับการตอบสนอง ด้วยการตกลงจะทำในสิ่งที่ทุกคนเต็มใจ

บทสรุป

         ในทุกๆขณะเราทุกคนมีชีวิตอยู่โดยมีความต้องการและคุณค่าต่าง ๆ ทั้งความต้องการและคุณค่าต่างก็หาหนทางเปิดเผยตัวออกมาให้เรารู้ เราต่างก็อยากที่จะใช้ชีวิตให้เป็นไปตามคุณค่าของเรา และอยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้อื่นมีชีวิตตามคุณค่าของเขา สิ่งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการบังคับ ทุกชั่วขณะคุณสามารถใช้ความจริงใจและความเข้าใจ เพื่อทำให้ความต้องการของคุณบรรลุผล และให้คุณค่าต่าง ๆ ที่คุณเชื่อถือปรากฏเป็นจริงในชีวิต การฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนทั้ง 10 นี้ จะช่วยให้คุณเปลี่ยนแปลงความโกรธ เป็นความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความกรุณาอย่างแท้จริง




แสดงความเห็นเพิ่มเติม           อ่านความคิดเห็นอื่น ๆ